ระยะ(กำลัง)ทำใจ

posted on 19 Jul 2010 17:01 by thesan00ker
 

 

          สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-18 ก.ค.) ผมได้มีโอกาสได้ไปพักผ่อนที่ทะเลจังหวัดระยอง กับโปรแกรมรับน้อง ที่ผมไปในฐานะแขก(ไม่ได้)รับเชิญ ซึ่งทริปนี้โดยภาพรวมก็ถือว่าสนุก ก็ต้องขอขอบคุณทางผู้จัดที่จัดอะไรดีๆแบบนี้มาให้คนที่แสนจะวุ่นวายกับชีวิตอย่างผมและอีกหลายคนได้ไปปลดปล่อยอารมณ์และจินตนาการ

 

 

 

          ระยะเวลาสองคืนสองวันของผมที่ชายหาด หมดไปครึ่งนึงกับการนั่งดื่มกับเพื่อนๆพี่ๆและน้องๆ พูดคุยกันตามประสาชายโฉด โสด และไม่โสด (บ้างก็เจ้าชู้) ในวงเหล้าใครว่ามันสนุกอย่างเดียว ในบางทีสำหรับบางคน เช่นผม มันมีอารมณ์หลายๆอย่างแทรกเข้ามา พร้อมๆกับสติที่กำลังจะจากไป แต่ก็หลงเหลือพอไว้ให้คิดวิเคราะห์ประติดประต่อเรื่องราวต่างๆได้ และอารมณ์ติสแตกของผมมันเริ่มในวงเหล้า ทันทีที่ผมเปิดเพลง ระยะทำใจ ของกัน เดอะสตาร์

 

อีกนานไหมเธอจะทำใจได้หรือเปล่า หากว่ามันยืดยาว แล้วฉันต้องทำเช่นไร

 

          ทำไมเรื่องทุกเรื่องสำหรับคนทุกๆคน มันต้องอ้างอิงกับเวลาตลอดเลย ทั้งๆที่เราไม่สามารถจะควบคุมเวลาได้ ไม่ว่าจะหยุดหรือจะเร่งให้มันรีบผ่านไป เวลานั้นถูกโยงไว้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้ฟ้าฝืนนนี้ อะไรๆล้วนเกี่ยวพันกับเวลาไปหมด แต่เราก็ไม่รู้ว่าหน้าตาของเวลามันเป็นยังไง

 

          อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า เมื่อเรานั่งใกล้ผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักสักชั่วโมง เราก็คิดว่านี่แค่นาทีเดียว ถ้าเราอังมือใกล้เตาร้อน ๆ สักนาที เราก็คิดว่านี่มันผ่านมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมเวลามันถึงมีอิทธิพลกับเรามาก? โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นเวลาเศร้าๆ ทำไมเรารู้สึกว่ามันนานแสนนาน นานจนมันเกือบอยู่กับเราตลอดชีวิต นานจนยากจะลืม ยากจะทำใจ แล้วทีนี้เราจะทำยังไง?

 

           ที่มันท้อไม่ใช่ต้องรอถึงเมื่อไหร่ แต่กลัวเธอไม่ตัด...ใจ สุดท้ายคนรอไม่เหลืออะไร ยิ่งซ้ำเติมความเสียใจให้คน ที่มันรักเธอ

 

          สำหรับบางคนมันอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับการ ทำใจ แต่สำหรับบางคนล่ะ ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งเจ็บ ยิ่งเครียด ยิ่งเสียเวลา อันสุดท้ายนี่สำคัญที่สุด เพราะการเสียใจ การเจ็บ หรือแม้การเครียด มันเป็นสิ่งที่เราแก้ไขรักษาได้ แต่เสียเวลา เราเอามันกลับมาไม่ได้จริงๆ

 

           หลังจากที่ผมนั่งคิด คิดไปหลายแก้ว ผมเดินไปที่หาดพร้อมกับหยิบไม้ขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วบรรจงเขียนคำว่า ทำใจ ตัวโตๆลงไปบนหาดทราย แต่ทุกครั้งที่เขียน คลื่นทะเลก็จะซัดขึ้นมา ทำให้ผมเขียนไม่เสร็จสักที แค่การเขียนคำว่าทำใจแค่นี้ยังทำไม่ได้ เพราะมันมีอุปสรรคหลายอย่าง ผมก็รู้แล้วว่ามันยากจริงๆ ยากที่จะคิดและยากที่จะทำ คลื่นจะซัดอีกเท่าไร โลกจะยังหมุนไปอีกนานเท่าไร ไม่มีใครรู้หรอก ซึ่งบางทีเราก็จะหาเวลามานั่งคิดดีกว่าว่าทำไมเราถึงต้องทำใจ ก่อนทำใจเรามาทำตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย กลับมามองตัวเอง ดีกว่าโทษคนคนนั้น โทษเวลา โทษทะเล โทษโลก เพราะนั่นเราควบคุมมันไม่ได้ แต่เราควบคุมตัวเองได้

 

 

            เมื่อเราทำตัว ก่อนที่จะทำใจได้แล้ว พวกสิ่งต่างๆที่เราควบคุมไม่ได้เหล่านั้น จะหันกลับมาบอกเราเองว่า อะไรคืออะไร และทุกอย่างก็จะตอบเราได้ แต่ที่สำคัญต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน

 

                                        “ไม่มีใครรักและเข้าใจเราเท่าตัวเอง

ทางเลือก

posted on 09 Jul 2010 21:25 by thesan00ker

          บ่อยครั้งที่คนเราต้องพบกับทางเลือก บ่อยครั้งที่อะไรบางอย่างหรือหลายๆอย่างบังคับให้เราต้องเลือก มีบางครั้งเราพอใจในสิ่งที่เราเลือก บางครั้งเราไม่พอใจ และมีบางครั้งเราก็เลือกไม่ได้หรือไม่อยากเลือก

 

 

 

          การเลือกไม่ได้หรือการไม่กล้าเลือกเป็นสิ่งที่บั่นทอนเวลาและบั่นทอนจิตใจของเราเป็นอย่างมาก เรากลัวจะเสียทางเลือกอื่นๆไป คำถามคือทำไมเราต้องเลือก ทำไมเราทำทุกอย่าง เป็นทุกอย่างที่อยากทำหรืออยากเป็นไม่ได้ และถึงแม้ว่าบางคนอาจจะเลือกทำ เลือกเป็นหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ แต่ก็คงไม่ใช่ทุกอย่างอยู่ดี เพราะเรามีทรัพยากรที่จำกัด เช่น เงินทอง ข้าวของ สถานที่ ความสามารถ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลา

 

          ดังนั้นเราจึง ต้องเลือกและเมื่อตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว ก็เท่ากับว่าเราทิ้งโอกาสในการเป็นหรือในการทำอย่างอื่นๆไป เมื่อเราเลือกอะไรและได้ประโยชน์จากสิ่งที่เลือกนั้น สิ่งที่คู่มาเสมอก็คือ ต้นทุนของการเลือกสิ่งนั้น หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า ต้นทุนค่าเสียโอกาส

 

          แต่ในเรื่องของการเลือกที่มันเกี่ยวข้องกับความรู้สึก การจะนำเอาเศรษฐศาสตร์ที่เน้นกันด้วยเชิงปริมาณมากกว่ามาตัดสิน คงจะไม่เข้าท่านัก คำว่า เสียดายเงิน กับ เสียดายเวลา หรือ เสียดายความรู้สึก มันเทียบกันไม่ได้ เราไม่อาจใช้เงินซื้อเวลาได้ ถึงแม้มันจะซื้อนาฬิกาแพงๆได้ก็ตาม และเงินก็ไม่อาจซื้อความรู้สึกที่เสียไปได้เช่นกัน

 

          เมื่อเราเลือกแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการไม่เสียดาย เชื่อมั่นและให้คุณค่า ให้ความรู้สึกดีๆ และให้เวลากับสิ่งที่ตัวเองเลือก เพราะมันอาจทำให้เราลืมหรือลดความสำคัญของทางเลือกที่เราไม่ได้เลือก แต่อย่าลืมคิดให้ดีก่อนที่จะเลือก

 

 

 

           แล้วถ้าเกิดว่ามีเหตุการณ์ เลือกไม่ได้ หรือ ไม่อยากจะเลือกเกิดขึ้นจะทำอย่างไร? อันนี้ก็น่าจะมีแต่เสียทางเลือกทุกทาง  เพราะเวลาและโอกาสไม่ได้หยุดนิ่งรอเราแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่กลับมาหาเรา แต่เวลาและโอกาสมันจะโครจรมาหาเราอีกทีเมื่อไรก็ไม่รู้ วันนี้มีโอกาสเลือกก็เลือกซะ ^___^

ทฤษฎีทะเล

posted on 20 Jun 2010 20:40 by thesan00ker

         

          สุดสัปดาห์นี้ เป็นสุดสัปดาห์ที่ผมรอคอย การเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดพร้อมกับ เพื่อน พี่ น้อง โดยผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า รับน้องโต๊ะ มันทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวาราวกับว่ามันเป็นการเยียวยาบาดแผลกายและใจของผมที่เกิดมาจากการใช้ชีวิตที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันในเมืองกรุง และถึงแม้ว่าการไปในครั้งนี้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เวลาสั้นๆนั้นก็เป็นเวลาที่มีความสุข

 

          กิจกรรมรับน้องโต๊ะในปีนี้ของพวกเรา เป้าหมายอยู่ที่ทะเล มีคนเคยบอกว่า คนที่มาทะเลก็เนื่องด้วยเหตุผลแค่สองอย่างคือ ไม่หนีร้อนมาก็หนีรักมา แต่ต่างกับผมและหลายๆคนที่มาในครั้งนี้ เพราะเหตุผลของพวกเราคือ มาหาความสุข ความสุขจากมิตรภาพ ความผูกพัน และความเป็นพี่น้องกันของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าโต๊ะ และสุดท้ายหลังจากจบทริปนี้ทุกคนคงได้สิ่งที่พวกเขาต้องการจากการมาทะเลในราวนี้ ผมก็เช่นกัน

 

          แต่ใครบ้างล่ะที่ได้อะไรนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ มันอยู่ที่ว่าใครอยากได้อะไรกลับไปเป็นของแถมมากกว่า ซึ่งก็คงต้องเลือกและแสวงหากันเอาเองตามกำลังกายและตามใจของตัวเอง

 

          สำหรับผมแล้ว ข้อบังคับสำหรับการมาทะเลทุกครั้ง คือการได้กระโดดน้ำให้มันชุ่มฉ่ำเย็นสบาย เล่นน้ำจนลืมโลกไปเลย และก็แปลกที่ช่วงหลังๆมานี้ ผมมักจะชอบออกมาเล่นน้ำในตอนเช้าๆ เนื่องจากเหตุผลง่ายๆคือไม่มีแดดมากวนใจ ซึ่งครั้งนี้เองผมก็เลยเริ่มทำกิจกรรมของผมตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง

 

          ท้องทะเลในเวลาค่อนแจ้งแบบนี้ ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาออกไป และต่อด้วยขอบฟ้าที่ระยับไปด้วยดวงดาวใหญ่น้อยที่แข่งขันกันทอแสงประดับท้องฟ้าในยามค่ำคืน บรรยากาศกับภาพตรงหน้าผมนั้น มันบอกเล่าเรื่องราวหลายๆอย่างตามมโนภาพและจินตนาการ จนในที่สุดสิ่งที่สวยงามที่ผมได้เห็นมันก็ได้หลอกล่อให้ผมติดกับต้องมนต์สะกดของดวงดาว เกลียวคลื่น และผืนทราย

 

 

 

          สองมือที่จับกิ่งไม้ขนาดใหญ่ บวกกับสมองน้อยๆที่คอยจินตนาการ ผมบรรจงเขียนข้อความขนาดยักษ์ความยาวประมาณ 20 เมตรลงบนผืนทรายเพื่อระบายสิ่งที่กำลังคิดในหัว ซึ่งกำลังพุ่งพล่านเพราะถูกกระตุ้นด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์กรึ่มๆ ซึ่งมันก็คล้ายๆกับในตอนนี้ ที่ผมกำลังนั่งเขียนสิ่งที่ผมเห็นและความรู้สึกของผมลงบนสมุดบันทึก แต่ในขณะนั้นคนที่อ่านข้อความของผมคือ ทะเล ดวงดาว เม็ดทราย และคนอีกไม่กี่คน ที่อยู่เป็นเพื่อนผมรอคอยการมาของดวงอาทิตย์

 

          ทะเลเป็นพยาน ผมอยากตะโกนว่า ผมรักคนชื่อ ... (มาก) สัจจริงจากใจ นั่นแหละคือข้อความที่ผมเขียนลงบนผืนทราย แต่รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรมาดลใจแกมบังคับให้ผมต้องเขียนมันลงไป ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไม่ต้องไปโทษใครนองจากหัวสมองที่มันบังคับสองมือให้เขียนลงไป ไม่ต้องไปโทษเดือนโทษดาว เหมือนอย่างเพลงของศิลปินดังคนหนึ่ง แต่อันที่จริงผมก็เคยโทษดาวมาครั้งหนึ่งแล้ว และมันก็เป็นครั้งแรกที่ผมบอกความรู้สึกที่มีต่อเธอต่อหน้าเธอ ในขณะที่เรานั่งดูดาวด้วยกัน

 

 

 

          เมื่อดวงอาทิตย์มาเยือน เพื่อนดาวของผมก็จำต้องจากลา คงเหลือแต่เพื่อนทะเลและเพื่อนทราย ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตมีพบมีจาก วันนี้ย่อมเป็นเมื่อวานของวันพรุ่งนี้ สุดท้ายแล้วอะไรๆมันก็ต้องมีการเดินทาง มีการเปลี่ยนแปลง วนเวียนกันไปตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ซึ่งผมเองก็เช่นกัน มนุษย์เดินดินที่ยังมีกิเลส ก็ยังคงต้องพร่ำเพ้อกับสิ่งเหล่านี้ต่อไป และสุดท้ายจริงๆผมเองก็ยังคงหนีไม่พ้นจากทฤษฎีทะเลที่ว่าด้วย ความร้อนในเรื่องรักๆ